FULL SCHEDULE

NEWS & MEDIA

'เวิร์คพอยท์'รุกออนไลน์เร่งเครื่องโกยเงินโฆษณา

ชาลินี กุลแพทย์

ตลอดปีที่ผ่านมา "ปัญญา นิรันดร์กุล"และ "ประภาส ชลศรานนท์" ในฐานะสองผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ หรือ WORK สัดส่วนลงทุนฝั่งละ 25.91% (ตัวเลขวันปิดสมุดทะเบียนวันที่ 11 มี.ค.2559) ใช้เวลาส่วนใหญ่ ในการปรับโครงสร้างองค์กรให้มีความ คล่องตัวมากขึ้น ด้วยการยกเวิร์คพอยท์ ขึ้นแท่นบริษัท Holding company พร้อมเกลี่ยพนักงานที่มีอยู่กว่า 700 คน เข้าไปสังกัดตามหน่วยงานที่รับผิดชอบ ควบคู่ไปกับสร้างคอนเทนต์ให้มีความแข็งแกร่งเหนือคู่แข่ง

จากความโดดเด่นของคอนเทนท์ นอกจากจะกระชากเรทติ้งช่วงเวลาที่มี ผู้ชมมากที่สุด หรือ ไพรม์ไทม์ (ช่วงเวลา 18.00-22.30 น.) ระหว่างวันที่ 1-26 ก.พ.2560 ของช่อง Workpoint ให้พุ่งกระฉูดเป็นอันดับ 1 ในกรุงเทพฯและปริมณฑล และอันดับ 2 ทั่วประเทศ แซงหน้าช่อง 3 โดยเฉพาะรายการ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง และรายการ I Can See Your Voice Thailand นักร้องซ่อนแอบ

ในแง่ของอัตราค่าโฆษณา ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2557-2559) ยังทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นเฉลี่ย 50% จากระดับ 12,000 บาทต่อนาที ในปี 2557 เป็น 35,000 บาทต่อนาที ในปี 2558 และ 52,000 บาทต่อนาที ในปี 2559

ขณะเดียวกัน ยังผลักดันให้ "ตัวเลขมาร์เก็ตแคป" ระหว่างวันที่ 2 ม.ค.-3 มี.ค.ที่ผ่านมาขยับขึ้นสู่ระดับ 23,747 ล้านบาท เทียบกับก่อนที่อยู่ 18,359 ล้านบาท แซงหน้า บริษัท แพลน บี มีเดีย หรือ PLANB ที่มีมาร์เก็ตแคป 22,503 ล้านบาท

ตัวเลขมาร์เก็ตแคปที่เพิ่มขึ้นกว่า 5,300 ล้านบาท สอดคล้องไปกับผลกำไรสุทธิ ในปี 2559 ที่ทำได้สูงถึง 198 ล้านบาท เทียบกับก่อนหน้าที่มีกำไรสุทธิ 150 ล้านบาท แม้ในเดือนต.ค.2559 บริษัทจะมียอดขายโฆษณาและรายได้จากธุรกิจรับจ้างจัดงานหดหายไปเฉลี่ย 200 ล้านบาทก็ตาม

สุรการ ศิริโมทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ แจกแจงแผนธุรกิจ ปี 2560 กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า เมื่อออนไลน์ แพลตฟอร์ม กำลังกลืนกินสื่อเก่า มากขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนผ่านการเติบโตของภาพรวมสื่อออนไลน์ที่อยู่เฉลี่ย 30-40% ในช่วงที่ผ่านมา

ฉะนั้นแผนงานสำคัญในปีนี้จะมุ่งเน้นสร้างรายได้จากการขายโฆษณาผ่าน สื่อออนไลน์มากขึ้น จาก 70 ล้านบาท ในปี 2559 เป็นกว่า 100 ล้านบาทในปีนี้ที่ผ่านมาได้จัดตั้งแผนกโซเชียล ขึ้นมาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพื่อทำหน้าที่อัพโหลดรายการช่อง Workpoint ผ่านช่องทางยูทูป ควบคู่กับการทดลองถ่ายทอดรายการสดผ่านเฟสบุ๊ค (Facebook live)

สำหรับแผนผลักดันรายได้ สื่อออนไลน์ นอกจากจะรับรู้รายได้จากการขายโฆษณาผ่านช่องทางยูทูปในสัดส่วน 80% โดยจะแบ่งรายได้กับทีมขายช่อง ยูทูป 55% แล้ว ในปีนี้ยังจะรับรู้รายได้จากการขายโฆษณา ผ่านการถ่ายทอดสดรายการผ่านเฟสบุ๊ค ซึ่งในส่วนที่บริษัทดำเนินการขายเองจะรับรู้รายได้ ในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมาแบบเต็มจำนวน ส่วนในฝั่งที่ให้ทีมขายเฟสบุ๊คดำเนินการให้จะเริ่มรับรายได้ในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2560 แต่จะรับรายได้ในอัตรา เท่าไหร่ยังอยู่ระหว่างเจรจา

ที่ผ่านมา มีผู้ติดตามเฟสบุ๊ค Workpoint Entertainment มากกว่า 7.5 ล้านคน ถือเป็นเบอร์สองของกลุ่มทีวีที่มีคนติดตามมากที่สุด รองมาจากช่อง 7 ที่มีผู้ติดตาม 7.9 ล้านคน

ขณะเดียวกัน ยังมีคนกดติดตาม Workpointofficial มากถึง 5.56 ล้านคน รายการยอดฮิต คือ รายการ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง และรายการ I Can See Your Voice Thailand นักร้องซ่อนแอบ

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน กล่าวต่อว่า ธุรกิจจำหน่ายลิขสิทธิ์รายการไปยังต่างประเทศ ทั้งในรูปแบบรายการ (Format) และเทปรายการ (Finished program) ถือเป็นแหล่งสร้างเงินชั้นดีอีกทางหนึ่ง โดยปีนี้ตั้งเป้าจะมีรายได้เฉลี่ย 20 ล้านบาท เทียบกับ ปี 2558-2559 ที่มีรายได้ไม่ถึง 10 ล้านบาท และ 18-19 ล้านบาท ตามลำดับ

ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2560 บริษัทได้จำหน่ายลิขสิทธิ์ในลักษณะรูปแบบรายการไปแล้ว 2 ประเทศ คือ รายการตลกหกฉาก ประเทศเวียดนาม และรายการสายลับจับแกะ ประเทศอิตาลี ขณะเดียวกันยังจำหน่ายในรูปเทปรายการอีก 5 รายการ คือ รายการระเบิดเถิดเทิง สิงโตทอง รายการระเบิดเถิดเทิง แด๊นเซอร์ทะลวงไส้ และรายการแรงชัง ประเทศกัมพูชา รวมถึงรายการซุปเปอร์มวยไทย ประเทศฝรั่งเศส และรายการตลกหกฉาก ประเทศญี่ปุ่น

ปัจจุบันจำหน่ายลิขสิทธิ์รายการไปแล้ว กว่า 20 รายการ ใน 10 กว่าประเทศทั่วโลก เช่น เวียดนาม พม่า กัมพูชา อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น อังกฤษ สวีเดน เปรู ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา ในอนาคตจะจำหน่ายรายการให้ประเทศเม็กซิโก ในช่วงที่ผ่านมาจัดตั้งหน่วยงาน เพื่อนำรายการไปออกตามงานแฟร์ต่างๆ เรียบร้อยแล้ว

"คอนเทนท์แข็งแกร่งจะทำให้มีรายได้สื่อออนไลน์และรายได้จากการจำหน่ายลิขสิทธิ์มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งงานเหล่านี้ไม่มีต้นทุน เท่ากับว่ารับรู้กำไรเต็มๆ"

สำหรับแผนงานธุรกิจรายการโทรทัศน์ ในฐานะกลุ่มงานหลักที่สร้างรายได้เฉลี่ย 85-90% ของ รายได้รวม เป้าหมายปีนี้วางไว้ระดับ 2,700-2,800 ล้านบาท เทียบปีก่อนที่มีรายได้ 2,633 ล้านบาท โดยยังคงเน้นผลิตรายการเดิมที่มีเรทติ้งดีต่อเนื่อง เช่น รายการ Let Me In ไทยแลนด์ ศัลยกรรม พลิกชีวิต ซีซั่น3 และรายการ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง ซีซั่น2

ขณะเดียวกัน ยังผลิตรายการใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 6 เดือนหลังจะมีรายการใหญ่ ออนแอร์ เช่น รายการ WE-KIDS ซึ่งเป็นการประกวดความสามารถของเด็ก เป็นต้น

เบื้องต้นคาดหวังว่า รายการใหม่ และเก่าจะช่วยผลักดันให้มีเรทติ้ง 1.4 หรือคิดเป็นคนดู เฉลี่ย 800,000-900,000 คน ต่อนาที เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีเรทติ้งเฉลี่ย 1.1

 

ดันเรทติ้ง-ขยับค่าโฆษณา

สุรการ ศิริโมทย์ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน  เวิร์คพอยท์ฯ ยังบอกว่า ในแง่ของอัตราค่าโฆษณา ปีนี้อาจขยับขึ้นเฉลี่ย 20% จาก 52,000 บาทต่อนาที ในปี 2559 เป็นเฉลี่ย 62,000 บาทต่อนาที โดยค่าโฆษณาแพงที่สุดเฉลี่ย 300,000 บาทต่อนาที ของช่องเวิร์คพอยท์จะอยู่ในช่วง ไพรม์ไทม์ ปัจจุบันมียอดจองโฆษณารายเดือนแล้ว 50%

ผ่านมา 2 เดือน แนวโน้มยอดขาย โฆษณาอยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยเฉพาะเดือนม.ค.ที่มียอดขายขยายตัว 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถ้าสถานการณ์ดีต่อเนื่อง เป้าหมายรายได้รวม 3,300 ล้านบาท รวมถึง รายได้จากธุรกิจรับจ้างจัดงาน และธุรกิจคอนเสิร์ตและละครเวทีที่ ระดับ 130 ล้านบาท และ160 ล้านบาท ในปีนี้คงไม่พลาดเป้า

"ปีนี้อาจมีอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ย 14% ขยับขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ระดับ 7%"

มือการเงิน ทิ้งท้ายด้วยแผนธุรกิจในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า (ปี 2560-2563) ว่า ทีมบริหารต้องการเห็นเรทติ้งวิ่งไปยืนระดับ 1.8 หรือคิดเป็นคนดูเฉลี่ย 1.2 ล้านคนต่อนาที หากสามารถทำได้เช่นนั้น อัตราค่าโฆษณาเฉลี่ยอาจยืนระดับ 80,000-100,000 บาทต่อนาที (1 เรทติ้งเท่ากับจำนวนคนดู 650,000 คนต่อนาที)

ส่วนในแง่ของรายได้รวมคงขึ้นไปยืนระดับ 4,000 ล้านบาท โดยเงินก้อนใหญ่ยังคงมาจากธุรกิจรายการโทรทัศน์ประมาณ 3,700 ล้านบาท

"สิ้นปี 2559 บริษัทมีอัตราหนี้สิน ต่อทุน หรือ D/E ต่ำที่ 0.8-0.9 ขณะเดียวกัน ยังมีกระแสเงินสด 1,000 ล้านบาท ตัวเลข ทางการเงินที่ดีเหล่านี้ ทำให้กองทุน ต่างชาติหน้าใหม่ๆแวะเวียนเข้ามาฟังข้อมูลบริษัททุกครั้งที่เดินทางไปโรดโชว์ในฮ่องกงและสิงคโปร์ ปัจจุบันสัดส่วนการลงทุนของต่างชาติขยับขึ้น จากกว่า 10% เป็น 15-16% แล้ว"

          คอนเทนท์แข็งแกร่งจะทำให้มีรายได้สื่อออนไลน์และการจำหน่ายลิขสิทธิ์มากขึ้น สุรการ ศิริโมทย์

          ค่าโฆษณาปีนี้อาจขยับขึ้น 20% จาก 52,000 เป็นเฉลี่ย 62,000 บาทต่อนาที ค่าโฆษณาแพงที่สุด 300,000 บาทต่อนาที