FULL SCHEDULE

NEWS & MEDIA

สัมภาษณ์: เปิดสูตรเวิร์คพอยท์เรตติ้งทะยานที่ 3 ทีวีไทย


ชลากรณ์ ปัญญาโฉม

ไต่อันดับเรตติ้งขึ้นสู่ที่ 3 ทีวีไทย ด้วยระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี วันนี้ "เวิร์คพอยท์"ประกาศชัดว่าจะปักหมุดยึดครองพื้นที่นี้ให้นานที่สุด

"ประชา ชาติธุรกิจ" สัมภาษณ์พิเศษ "ชลากรณ์ ปัญญาโฉม" ประธานเจ้าหน้าที่ บริหารสายงานดิจิทัลทีวีบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน)

อะไรคือกลเม็ดทำให้ทีวีดิจิทัลช่องนี้ผงาดอย่างรวดเร็ว

สูตร ไม่ลับที่ "ชลากรณ์" ชี้ให้เห็น แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ ส่วนแรกคือ คอนเทนต์ ส่วนที่ 2 คือ เวิร์คพอยท์เดินหน้าเต็มสตรีม ทันทีที่ออกอากาศวันแรกเมื่อเดือนเมษายน 2557 โดยรายการที่ใส่ลงไปในช่วงแรกก็เป็นวาไรตี้ตามที่ถนัด

"โจทย์ ตอนนั้นคือจะบอกผู้ชมอย่างไรว่า เราอยู่ตรงนี้ เพราะปัจจัยภายนอกทั้งโครงข่ายที่ยังไม่ทั่วถึง ตลอดจนการแจกคูปองทีวีดิจิทัล ล้วนเป็นปัญหาที่บริษัทไม่สามารถเข้าไปแก้ไขได้ด้วยตัวเอง"

แต่เป็นเพราะตัวรายการที่เราทุ่มเทลงไปเป็นตัวดึงคนดูเข้าหาเรา ผ่านแพลตฟอร์มหลัก ๆ คือ จานดาวเทียม และช่องเคเบิล

"เราต้องนำช่องเข้าไปหาคนดูในทุก ๆ ที่ พร้อมทุ่มพัฒนาคอนเทนต์ควบคู่กันไป"

ผลลัพธ์คือ เรตติ้งของช่องค่อย ๆ ไต่อันดับมาเรื่อย ๆ และแนวโน้มดังกล่าวเริ่มชัดเจนขึ้นตั้งแต่ก่อนปีใหม่

วันนี้ รายการเรียลิตี้ประกวดร้องเพลง "ชิงช้าสวรรค์ ไมค์ทองคำ" "ปริศนาฟ้าแล่บ" กลายเป็นรายการที่มีเรตติ้งคนดูสูงสุดของสถานี และสามารถสร้างฐานคนดูประจำได้แล้วส่วนหนึ่ง

ถามถึงการรักษาตำแหน่งนี้เอาไว้ "ชลากรณ์" ย้ำว่า แนวคิดของเวิร์คพอยท์ คือ ใส่คอนเทนต์ให้เข้ากับช่วงเวลาที่คนดู ทีวี

ยก ตัวอย่าง เช่น ถ้าเป็นช่วงเวลาก่อน 18.00-20.00 น. ต้องทำรายการให้ตอบโจทย์ผู้ชมกลุ่มแมส-ต่างจังหวัด เนื่องจากรับชมทีวีช่วงนี้ ขณะที่กลุ่มคนเมืองยังเดินทางไม่ถึงบ้าน ซึ่งเวลานี้เป็นช่วงที่มีคนดูทีวีมากที่สุด เวิร์คพอยท์ก็ต้องทำให้สิ่งที่ถนัด คือใส่รายการวาไรตี้เข้าไป เพื่อดึงเรตติ้งให้ได้มากที่สุด

ส่วนเวลา 20.30 น. เนื้อหารายการจะต้องจับกลุ่มคนดูทั้งคนเมือง และกลุ่มแมส ในขณะที่ช่วงดึก รายการที่ใส่ลงไปก็ต้องตอบโจทย์คนเมือง

"สมัยก่อนมีทีวี 4 ช่อง (ช่อง 3-5-7-9) ในฐานะผู้ผลิตก็ต้องเลือกช่อง 3 และ 7 ที่มีผู้ชมกลุ่มแมส แต่ยังไม่ทิ้งช่อง 5 และ 9 ที่มีผู้ชมอีกกลุ่มหนึ่ง เมื่อมีช่องของตัวเองก็คิดคล้าย ๆ เดิม คือต้องมีรายการที่เจาะผู้ชมกลุ่มแมสและคนเมืองควบคู่กันไป ทำให้ช่องมีผู้ชมหลาย ๆ กลุ่มผสมผสานกัน"

"หลังจากออนแอร์มาแล้ว ถือว่า โพซิชันนิ่งของช่องอยู่ตรงกลางระหว่าง ช่อง 3 และช่อง 7 ถือว่าเป็นข้อดี เพราะถ้า รายการของช่องใหญ่ไม่น่าสนใจ ผู้ชมก็จะเทมาหาเรา ดังนั้นต้องใส่คอนเทนต์ลงไปเรียกความสนใจอย่างต่อเนื่อง"

ขณะ เดียวกันทิศทางปีนี้ยังคงเดินหน้าตามกลยุทธ์เดิม คือทำคอนเทนต์ให้ดี เพื่อให้คนอยากดู โดยคอนเทนต์จะ เข้มข้นขึ้น ตามการแข่งขันที่สูงขึ้น ซึ่งอาจจะต้องเหนื่อยมากกว่าเดิม เนื่องจากสนามการแข่งขันของทีวีดิจิทัลพร้อมแล้ว หลายสถานีปรับผังเติมคอนเทนต์ อย่างเต็มที่ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

"การ แข่งขันทีวีดิจิทัลปีนี้ต้องออกแรงมากกว่าปีที่แล้วหลายเท่าตัว เพราะตอนที่เวิร์คพอยท์เริ่มออกอากาศ คู่แข่งยังไม่พร้อม แต่ปีนี้ทุกสถานี พร้อมบุก ใส่คอนเทนต์ เปิดผังรายการใหม่ตั้งแต่ต้นปี"

ดีกรี ความเข้มข้นของเวิร์คพอยท์ เริ่มตั้งแต่ดึงรายการจากช่อง 5 และช่อง 9 กลับมาออกอากาศที่ช่องของตัวเอง เช่น ชิงช้าสวรรค์, ตลก 6 ฉาก, คนอวดผี, ใครคือใคร (Identity Thailand) ฯลฯ

"ตอนแรกที่ย้ายช่อง กลัวกันว่าเรตติ้ง แต่ละรายการอาจลดลง แต่ปรากฏว่าเรตติ้งกลับเพิ่มขึ้น สะท้อนถึงว่า วันนี้ เรามีฐานคนดูประจำที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง"

พร้อมเพิ่มรายการใหม่ ๆ เสริมทัพด้วย "แก๊งค์ 3 ช่า" ที่ดึงนักแสดงตลกระดับแม่เหล็ก "หม่ำ-เท่ง-โหน่ง-ตุ๊กกี้" มาเป็นพิธีกรของรายการต่าง ๆ เฉลี่ยคนละ 4 รายการ เช่น เชฟหม่ำ พ่อครัว หัวเหลี่ยม ตุ๊กกี้ ตุ๊กกี้โชว์ เท่ง-โหน่งวิทยาคม เป็นต้น

เมื่อจุดแข็ง "เวิร์คพอยท์" คือ รายการ วาไรตี้ทุกรูปแบบ ทั้งเกมโชว์ ทอล์กโชว์ ผ่านมาเกือบ 1 ปี เรตติ้งติด 1 ใน 3 ของช่องทีวี  แต่ "ชลากรณ์" มองว่า ยังมีอะไรต้องปรับปรุงอีกมาก และน่าจะพัฒนาไปได้ไกลกว่านี้ ขณะเดียวกันต้องเร่งเติมจุดขายใหม่ ๆ ให้ "มีมากกว่ารายการวาไรตี้" เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและรักษาเรตติ้งอันดับ 3 ไว้ให้นานที่สุด

ยก ตัวอย่าง ละคร กำลังกลายเป็นอีกรายการแม่เหล็กของสถานีในสไตล์ที่ถนัด ไม่ได้แข่งกับฟรีทีวีเจ้าเก่า แต่ต้องฉีกออกไปจากตลาด

หลังจาก ละครเรื่องแรก "7 วันจองเวร" ซึ่งออกอากาศวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 20.30-21.30 น. ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา พบว่ามีเรตติ้งเฉลี่ย 1.3-1.4 แต่ยังไม่มีแผนเพิ่มระยะเวลาหรือวันออกอากาศ

"ที่ จะเพิ่มเข้ามาคือ ซีรีส์ต่างประเทศ เช่น ซีรีส์อินเดีย "พระพุทธเจ้า" เตรียมออกอากาศวันเสาร์-อาทิตย์ เริ่มเดือนมีนาคมนี้"

ข้อได้ เปรียบอีกปัจจัยคือ บริษัทผลิตรายการเอง บวกกับความพร้อมด้าน สตูดิโอผลิต ซึ่งปัจจุบันมี 9 สตูดิโอ คาดว่า เดือนสิงหาคมนี้จะเพิ่มอีก 7 สตูดิโอ ซึ่งสิ้นปีนี้จะมี 16 สตูดิโอ ทำให้ สามารถผลิตรายการใหม่ ๆ ออกมาได้ต่อเนื่อง พร้อมรับมือกับการแข่งขันทุกขณะ

ประกอบกับปัจจุบัน 80% ของครัวเรือนทั่วประเทศรับชมทีวีดิจิทัลได้ ล้วนเป็นส่วนผสมสำคัญที่ผลักดันให้ช่องก้าวไปข้างหน้า

"ผลลัพธ์ จากการทำงานหนักตลอด 1 ปีที่ผ่านมา คือมีผู้จองโฆษณามาแล้ว 1,000 ล้านบาท จากเป้าหมายที่วางไว้ว่าสิ้นปีนี้จะมีรายได้ 2,000 ล้านบาท"

ตอกย้ำว่าวันนี้ ถ้าทำคอนเทนต์ดี ก็มีคนพร้อมดูทีวีดิจิทัลแล้ว เม็ดเงินโฆษณาก็พร้อมวิ่งเข้าหาช่องเช่นกัน

 

ประชาชาติธุรกิจ 
ฉบับวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558